แรงบันดาลใจ: การเดินทางครั้งยิ่งใหญ่

สัมผัสความงามของคาบสมุทรบอลข่าน

ตะลุยติรานาบนหลัง Tiger

Aaron Heinrich (ผู้เขียนหนังสือ Asphalt and Dirt: Life on Two Wheels) บินจากบ้านในสหรัฐฯ  มาสำรวจอีกมุมหนึ่งของโลกที่เขาเคยแค่อ่านในหนังสือผจญภัยเท่านั้น…และคาบสมุทรบอลข่านก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย

ผมนั่งอยู่ในปั๊มน้ำมันข้างทะเลสาบที่สวยงามในมาซิโดเนียอยู่หนึ่งวันครึ่ง  หลังจากขับรถ 3 ชั่วโมงจากเมืองหลวงสโกเปีย นั่งเครื่องบินมาจากอิสตันบูล และเดินทางข้ามซานฟรานซิสโก 13 ชั่วโมง

ระหว่างที่นั่งดื่มด่ำทิวทัศน์ที่สวยลืมหายใจของทะเลสาบโอครีด  ผมก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้นอนเท่าไหร่เลย แต่ผมก็พร้อมจะออกเดินทางแล้ว และรู้สึกพร้อมมากกว่าเพื่อนร่วมทางอีกหลาย ๆ คน ซึ่ง 3 คนในนั้นก็อายุเกือบ 80 ปีแล้วครับ งานนี้ต้องสนุกแน่

Balkans trip

ตลอด 10 วันข้างหน้า เราจะขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านแอลเบเนีย คอซอวอ มอนเตเนโกร และเซอร์เบีย โดยผมจะขี่มอเตอร์ไซค์ Triumph Tiger 800 XC และจะหยุดแวะที่เซอรานด์บนชายฝั่งริเวียร่าของแอลเบเนีย และเมืองพริซเซ่นในคอซอวอ

มาเล่าถึงความประทับใจครั้งแรกกันดีกว่า

ชายฝั่งริเวียร่าของแอลเบเนีย

การท่องเที่ยว ผมรู้สึกว่าประเทศเหล่านี้ยังมีนักท่องเที่ยวยังไม่มากนัก แม้ว่าเมืองท่องเที่ยวอย่างโอครีดและเซอรานด์มีนักท่องเที่ยวพอสมควร ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเยอรมนีและประเทศอื่น ๆ ในยุโรป ถ้ามีนักท่องเที่ยวจากสหรัฐฯ ก็มีไม่มาก

กราฟิตี้ กราฟิตี้มีอยู่ทุกหนแห่งไม่ว่าเราจะขับรถในประเทศไหน มีทั้งบนกำแพง บนสะพานหิน หรือป้ายบอกทาง ดูคล้าย ๆ กับการประกาศอาณาเขตของแก๊งที่เราเห็นกันในสหรัฐฯ และอังกฤษ แต่คนขับรถของเราในสโกเปียยืนยันว่ามันไม่เกี่ยวกับแก๊งอะไร แต่ถือเป็นศิลปะ ต่อมาในคอซอวอ กราฟิตี้พวกนี้ดูเป็นการแสดงความเห็นทางการเมืองมากกว่า ถึงแม้ว่าเราจะเห็นกราฟิตี้ที่ดูเป็นงานศิลปะขึ้นบ้างเป็นครั้งคราว

ขยะ มีขยะกระจายอยู่บนถนนตามแนวเขาที่สวยงาม กองอยู่รอบ ๆ ตลิ่งแม่น้ำ เห็นได้แม้กระทั่งบนต้นไม้ ขยะพวกนี้อาจจะเป็นผลจากน้ำท่วมช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิก็ได้ แต่มีครั้งหนึ่ง ผมกับเพื่อนหยุดรถดูทิศทางและแวะพักดื่มน้ำ พลางมองออกไปยังแม่น้ำที่เต็มไปด้วยโขดหินในอัลแบเนีย หญิงชราคนหนึ่งเดินออกมาจากหมู่บ้านเล็ก ๆ หันมองเราทีนึง จากนั้นก็เดินข้ามถนนแล้วโยนถุงขยะพลาสติกในมือลงไปในแม่น้ำ เรามองหน้ากันทันทีหลังจากเธอกลับเข้าบ้าน แล้วก็คิดได้ว่าเธอคงทำแบบนี้มานานแล้ว หรือชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ก็คงเอาอย่างเธอนั่นแหละ

หมาและแมวจรจัด พบได้บ่อยขึ้นในย่านที่มีคนอยู่หนาแน่น แต่เราเห็นพวกมันเดินไปมาตามข้างถนนด้วย พวกมันดูไม่เหมือนสัตว์จรจัดเลย แล้วพวกหมาก็ฉลาดมาก มันรู้จักหยุดรอร่วมกับคนที่ทางแยก แล้วข้ามถนนไปพร้อม ๆ กับคนเหล่านั้น ในทะเลสาปโอครีด หมาแมวดูอิ่มหนำและสะอาดเป็นพิเศษ ซึ่งปรากฏว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่มาเที่ยวที่นี่หลายปีก่อนนี้บริจาคเงิน 100 เหรียญสหรัฐต่อเดือนให้กับเมืองเพื่อให้เลี้ยงดูพวกมัน

เงิน ข้าวของทุกอย่างราคาไม่แพงเลย คุณสามารถหาอาหารอย่างดีได้ในราคาราว 15 ถึง 20 เหรียญสหรัฐ ส่วนน้ำมันราคาแตกต่างกันไป โดยราคาอยู่ราว ๆ 2 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน ยกเว้นในเซอร์เบียที่น้ำมันมีราคาเกือบ 3 เหรียญสหรัฐ

อาหาร สลัดจะทำจากแตงกวาและมะเขือเทศสดเสมอ เนื้อแกะ ปลาเทราต์ และอาหารทะเลเป็นอาหารที่พบได้ทั่วไป

ภาษา ไม่เป็นปัญหาเท่าใดนัก เกือบทุกคนในโรงแรม ร้านอาหาร และแม้แต่ในปั๊มน้ำมันก็รู้ภาษาอังกฤษพอที่จะเข้าใจสิ่งที่เราต้องการ  โดยทั่วไปแล้วร้านอาหารจะมีเมนูสองภาษายกเว้นในเมืองเล็ก ๆ แต่พอต้องเจอกับเมนูเดิม ๆ ในเซอร์เบีย ถึงจุดหนึ่งเราก็เลยเลือกสั่งซุปและโค้กแทนดีกว่า

ยามค่ำคืนที่งดงาม: น้ำพุติรานา

ระหว่างทาง

วันแรกของการขับรถจากโอครีดในมาซิโดเนียไปยังกีโรคาสเตอร์ในแอลเบเนีย เราได้เจอกับสภาพถนนทุกแบบเท่าที่จะนึกออกเลยละครับ ตั้งแต่ถนนชนบทที่ปูทางอย่างดี จนถึงถนนเลนเดียวแคบ ๆ ผ่านเมืองเล็ก ๆ มีทั้งถนนลูกรังแคบ ๆ และถนนลาดยางเก่า ๆ บนภูเขา เนื่องจากการขับมอเตอร์ไซค์ไปยังกีโรคาสเตอร์คือการข้ามภูเขาดี ๆ นี่เอง เราก็เลยเจอทั้งถนนขรุขระ ต้องไต่ขึ้นไต่ลงเนินรูปตัวยูเป็นเวลา 8 ชั่วโมงท่ามกลางอากาศร้อนกว่า 90 องศา

ถนนว่าง: มุ่งหน้าสู่ติรานา

การเดินทางสั้น ๆ เลียบชายฝั่งจากกีโรคาสเตอร์ไปยังเซอรานด์ในบ่ายวันต่อมาไม่มีอะไรเร้าใจ คนในกลุ่มที่อยากจะแวะชมป้อมปราการเก่า ๆ เหนือเมืองก็เลยได้ไปเยือนที่นั่นสมใจในเช้าวันต่อมาก่อนจะออกเดินทาง เราเริ่มออกเดินทางกันสาย แต่ก็คุ้มค่า

ถ้าเป็นผมจะไม่จัดวันพักเร็วเกินไปในเซอรานด์ เพราะเรามาถึงตั้งแต่ตอนบ่ายอ่อน ๆ ซึ่งโบราณสถานใกล้ ๆ ที่บูทรินต์ และการนั่งมองดูผู้คนที่ชายทะเลเป็นการฆ่าเวลาที่ไม่เลวเลย แต่ผมเสียดายอย่างหนึ่งก็คือ บ่ายวันนั้นผมไม่ได้ขับไปกรีซทั้ง ๆ ที่อยู่ใกล้นิดเดียวเอง

ระหว่างทางไปติรานา เมืองหลวงของแอลเบเนีย เราพยายามขับมอเตอร์ไซค์ไปตามถนนตัดใหม่สวย ๆ ใกล้กับชายฝั่ง พลางชื่นชมทัศนียภาพสวยงามของทะเลอเดรียอาติก และถือโอกาสเพลิดเพลินกับถนนคดเคี้ยวโดยไม่ต้องกลัวหลุมบ่อหรือฝูงแพะที่คอยดักตรงหัวโค้ง

คนขับรถที่แอลเบเนีย: คำเตือน

หมายเหตุเกี่ยวกับคนขับรถที่แอลเบเนีย คนขับรถส่วนใหญ่เหมือนจะยังขับรถมาไม่นาน พวกเขาขับรถกันแบบ ‘ช่างหัวกฎจราจรมันเถอะ’ เราขอเตือนให้คุณระวังตัวเป็นพิเศษอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในเมืองเล็กและเมืองใหญ่ทุกขนาด

วิ่งไปตามทะเลอเดรียอาติก

การพักค้างคืนในติรานาควรเตรียมใจที่ต้องตื่นแต่เช้าได้เลย  เพราะคุณจะได้ยินเสียงสวดมนต์มาจากคนเกือบ 20,000 คน ที่เดินทางมารวมตัวกันที่จัตุรัสกลางเมืองตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง

การสวดมนต์ในติรานา

จากติรานามุ่งหน้าเข้าประเทศและขับรถข้ามพรมแดนเข้าสู่คอซอวอ  การพักแรมในเมืองพริซเซ่น ถนนหนทางส่วนใหญ่เป็นฟรีเวย์สี่เลนตัดใหม่สวยงาม  ซึ่งแทบจะไม่มีรถแล่นเลยทำให้เราขับมอเตอร์ไซค์กระจายตัวกันบนถนนได้

เราต้องค้างคืนในเมืองพริซเซ่นอีกวันพวกเราหลายคนก็เลยตัดสินใจขับรถเที่ยวชมเมืองท้องถิ่นแทนที่จะเที่ยวเล่นในเมือง เราขับมอเตอร์ไซค์วนไปทางทิศตะวันออกตามหุบเขาของแม่น้ำเลพาแน็ก  จากนั้นจึงมุ่งขึ้นเหนือผ่านยูโรเซวัก (เฟริซาจ) จนถึงสชไทม์  จากนั้นจึงกลับมายังพริซเซ่น  เราติดอยู่ในเมืองยูโรเซวักเพราะหาทางออกไม่เจอ แต่ในที่สุดระบบ GPS และสัญชาตญาณก็พาเรากลับมาที่พริซเซ่นก่อนหยุดพักกินอาหารกลางวัน

หมายเหตุ: แทบไม่เห็นร่องรอยเลยว่าเคยมีสงครามเกิดขึ้นในในคอซอวอเมื่อไม่ถึงสิบปีก่อน

หมู่บ้านโมกราโกรากับบ้านไม้สไตล์เซอร์เบียดั้งเดิม

เย็นสดชื่นที่แคนยอน

จากพริซเซ่น เรามุ่งขึ้นเหนือและขับรถไปทางตะวันตกผ่านภูเขาเพื่อเดินทางไปเมืองชาเบลียค มอนเตเนโกร ส่วนหนึ่งของถนนเส้นนี้พาเราข้ามแคนยอนของแม่น้ำทารา  ซึ่งเป็นแคนยอนขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองก็แค่แกรนด์แคนยอนในสหรัฐอเมริกา  ป่าเขียวขจี พื้นที่สูง และฝนโปรยปรายคอยต้อนรับเราให้ผ่อนคลายหลังผ่านการเดินทางท่ามกลางความร้อนกว่า 90 องศา มานานกว่าหนึ่งสัปดาห์

เมืองชาเบลียคเป็นชุมชนขนาดเล็กบนภูเขาที่มองดูคล้ายสวิสเซอร์แลนด์ในแง่สถาปัตยกรรม รวมไปถึงวิวทิวทัศน์โดยรอบ สันเขาเดอร์มิเตอร์ตั้งอยู่ทางเหนือและตะวันตกของเมือง และยังมีพื้นที่เล่นสกีเล็ก ๆ อยู่ใกล้ ๆ ด้วย อุณหภูมิตอนกลางคืนก็แค่ 30 องศาปลาย ๆ เท่านั้นครับ ผมยังคิดเลยว่าเราน่าจะมาพักกันที่นี่แทนที่พริซเซ่น

เช้าวันต่อมา เรามุ่งหน้าไปยังเมืองโมกราโกราของเซอร์เบียและหมู่บ้านดั้งเดิมของเดอร์เวนแกรด  ซึ่งสร้างโดยผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเซอร์เบียชื่อ Emir Kusturica ที่ตั้งใจเลียนแบบหรือยกย่องบ้านไม้สไตล์เซอร์เบียดั้งเดิม

บอกลาเบลเกรด

เราอยู่ที่นั่นหนึ่งวันกับครึ่งวันเช้า จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังเมืองเบลเกรด ถนนค่อนข้างขรุขระและเป็นคลื่นลอนตามทางที่มุ่งหน้าสู่เนินเขา  ไม่มีทางเรียบเลยจนกระทั่งหลังพักกลางวันเมื่อเราเริ่มเจอกับการจราจรติดขัดเป็นเวลา 2 ชั่วโมงตลอดทางจนถึงเบลเกรด ผมชอบกลิ่นควันดีเซลจากรถเก่า ๆ รถบัส และรถบรรทุกไม้ซุง

เมื่อมาถึงโรงแรมในเบลเกรด  เราส่งรถมอเตอร์ไซค์แล้วมีวันพักอีกหนึ่งวันก่อนจะเดินทางกลับไปสหรัฐฯ  ระหว่างนั้นมีเวลาพอให้เราได้เที่ยวชมป้อมปราการเก่าที่มองออกไปเห็นจุดบรรจบกันของแม่น้ำซาวาและดานูบ  และได้เพลิดเพลินกับใจกลางเมืองเบลเกรดที่น่าทึ่ง

บรรดาผู้สูงอายุที่เดินทางกับเรามาตั้งแต่ต้นมาถึงที่หมายแบบไม่มีปัญหาเลยครับ  แต่สำหรับมอเตอร์ไซค์นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง